| ^_^ takky님의 프로필Never Ending Stories사진블로그리스트 | 도움말 |
|
11월 19일 The Prestige มายากลซ่อนเงื่อนในโลกของ "มายากล" เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ บางครั้งก็ยากเกินที่ผู้ชมจะคาดเดาได้ ว่าสุดท้ายแล้ว รูปแบบของมายากล จะจบในรูปแบบใด The Prestige เป็นการนำเรื่องของนักมายากล 2 คนที่เคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน ความคิดเห็น The Name of Rose ฆาตกรรมปริศนาเขียนครั้งแรกที่ Bloggang.com Breaking The Waves อาณุภาพแห่งความรักเขียนครั้งแรกที่ bloggang.com ![]() บางครั้งความรักอาจหมายถึงความสุข บางครั้งความรักนำมาซึ่งความทุกข์ บางครั้งความรักเป็นการเสียสละให้อีกฝ่ายหนึ่งได้พบแต่ความสุข บางครั้งความรักสื่อถึงความบาปในจิตใจของมนุษย์เช่นเดียวกัน…. Bess หญิงสาวไร้เดียงสา เธอเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในอานุภาพแห่งรัก และศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า เธอเชื่อเสมอว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเธอ Bess ได้พบรักและจบลงด้วยการใช้ชีวิตคู่กับ Jan ชายหนุ่มผู้ทำงานขุดเจาะบ่อน้ำมัน ชีวิตของทั้งคู่เริ่มต้นด้วยความสุข แต่ความสุขมักอยู่คู่กับมนุษย์เราได้ไม่นาน ที่สุด Jan ต้องกลับไปทำงานที่บ่อน้ำมัน ทิ้ง Bess ไว้แต่เพียงผู้เดียว.. Bess ภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอ ที่จะให้ Jan กลับมา เติมเต็มความรักระหว่างกันและกัน ... พระผู้เป็นเจ้าอาจเห็นใจในคำขอร้องของมนุษย์ แต่พระองค์ท่านย่อมให้บททดสอบมาให้แก่มนุษย์อยู่เสมอ Bess ได้รับบททดสอบที่ยิ่งใหญ่เข้ามาในชีวิตเฉกเช่นเดียวกัน เธอยอมสละทุกอย่างเพื่อความรักที่มีต่อ Jan ความคิดเห็น Breaking The Waves เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรักหลากหลายรสชาติ เจือปนเข้ากับความเชื่อในโชคชะตาที่พระเจ้าเป็นผู้ประทานมาให้ออกมาได้อย่างน่าสนใจ ลำดับเรื่องราวภายในภาพยนตร์ เปรียบเหมือนการนั่งอ่านหนังสือจากบทแรก อ่านไปเรื่อยๆ จนถึงบทสุดท้าย พร้อมกับแทรกรูปภาพและเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่ทำให้เข้าใจและพอจะคาดเดาเนื้อหาภายในแต่ละบทได้ไม่ยากนัก โดยเหตุการณ์ต่างๆ ถูกกำหนดไว้ในช่วงต้นปี 1970 ทางตอนเหนือของประเทศสก็อตแลนด์ สภาพสังคมภายในเรื่องนั้น น่าจะมาแนวความคิดจากช่วงชีวิตวัยเด็กของ Lars Von Trier ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสังคมที่ทุกคนไม่นิยมชมชอบผู้ที่แสดงอารมณ์ออกมาอย่างเด่นชัด และไม่มีใครเชื่อเรื่องโชคชะตาของพระเจ้าสักเท่าไหร่ ดังนั้นสิ่งที่ Bess ทำนั้นย่อมต้องผิดไปจากสังคมที่เธอเป็นอยู่นั้นเอง จิตใต้สำนึก (Subconscious) ของเรานั้นบางครั้งอาจทำให้เกิดความรู้สึก (Feeling) และมโนภาพ (Imagination) ได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการตอกย้ำแนวความคิดนี้ สังเกตได้ว่าเมื่อ Bess ภาวนา ศรัทธาต่อพระเจ้านั้น เธอเกิดความรู้สึกและมโนภาพ จนกลายเป็นการติดต่อระหว่างเธอกับพระเจ้าด้วยตัวของเธอเองอยู่เสมอ ซึ่งได้นำไปสู่ประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง “จำเป็นหรือไม่ ศรัทธาในตัวพระเจ้า (Believe in God) ต้องเริ่มต้นและลงท้ายที่โบสถ์” คำถามนี้เหมือนเป็นปัญหาตอบค่อนข้างยาก มีความละเอียดอ่อนสูง สิ่งที่หนังสื่อออกมานั้นพยายามชี้ให้เห็นว่า Bess นั้นไม่ได้รับการยอมรับจากเหล่าสาธุคุณ และโบสถ์ไม่ได้ต้องการต้อนรับเธอ ดั่งจะเห็นว่าระฆังที่เปรียบเสมือนสัญญาณการเริ่มต้น การสิ้นสุดของมนุษย์ที่ศรัทธาในพระเจ้าไม่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้เลย หรือแม้กระทั่งเธอตั้งใจจะเป็นชำระบาปภายในโบสถ์ หลังจากเธอยอมเสียสละบางสิ่งบางอย่างให้กับผู้อื่นเพื่อคนที่เธอรัก แต่เธอก็ไม่ได้มีสิทธิ์เข้าไปในโบสถ์นั้น เพราะเป็นสิ่งไม่สมควร แต่หนังได้บอกเล่าเรื่องราวไว้ว่า ถึงแม้เธอไม่ได้เริ่มต้นและลงท้ายลงที่โบสถ์แต่ความศรัทธาที่เธอมีต่อพระเจ้านั้น ท้ายที่สุดแล้วพระเจ้านั้นยอมรับในตัวเธอ ส่วนผู้คนที่เคร่งครัดนั้นจริงแล้วเขาเหล่านั้น ศรัทธาในพระเจ้าจริงหรือ และพระเจ้ายอมรับพวกเขาจริงหรือ ? นี่เป็นคำถามที่ผมได้กลับมาอีกข้อหนึ่งหลังจากทราบสิ่งที่หนังต้องการสื่อออกมา... เรื่องอานุภาพของความรัก (Power of Love) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ได้สื่อออกมา ความรักภายในเรื่องนั้นถูกกล่าวถึงในแง่มุมของความเสียสละที่ Bess มีให้กับ Jan ซึ่งเป็นสามีของเธอ วิธีการต่างๆ ที่เธอทำนั้น ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าเธอทำไปด้วยใจที่บริสุทธิ์ แม้เธอจะทนทุกข์อย่างไร เธอก็ยอมเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งพบแต่ความสุข และความรักในครั้งนี้ของเธอก็ทำให้ Jan ได้พบกับความสุข และเธอก็ได้พบกับความสุขเช่นเดียวกัน แนวคิดที่ทำให้เกิดเรื่องราวมุมมองความรักและความศรัทธาภายในเรื่อง Breaking The Waves มาจากหนังสือนิยายเดนมาร์กเล่มหนึ่งชื่อว่า Golden Heart ที่ Von Trier ชอบอ่านมากในสมัยยังเป็นเด็กอยู่ เรื่องราวภายในเล่มกล่าวถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอสวมเสื้อผ้า พร้อมกับหยิบเอาขนมปังเพื่อเดินทางเข้าไปในป่า หลังจากออกมาจากป่า เธอกลับไม่เหลืออะไรเลย มีแต่ร่างเปลือยเปล่าเท่านั้น ซึ่งเธอกล่าวว่า “I’ll be fine anyway” ซึ่งก็เหมือนกับ Bess เธอยอมสละทุกอย่างเพื่อให้คนรักพบแต่ความสงบสุข ภาพยนตร์เรื่องนี้ เนื้อเรื่องอาจถูกตีความได้หลากหลายรูปแบบ แต่หนังเรื่องนี้เหมือนเป็นการจงใจให้ผู้ชมภาพยนตร์มีอารมณ์ที่บีบคั้นร่วมไปกับชะตากรรมของ Bess เป็นอย่างมาก ซึ่งในรูปแบบนี้ผู้ชมบางกลุ่มอาจรับไม่ได้และไม่เห็นด้วยที่ Von Trier เลือกใช้วิธีการดังกล่าว เพราะมันดู Fake เกินไป และการที่ได้ Emily Watson เข้ามาแสดงนั้นทำให้บทของ Bess ดูน่าสงสารมากยิ่งขึ้น แลดูแล้วอาจเป็นการแสดงแบบ overacting มากกว่าดูเป็นการแสดงที่เป็นธรรมชาติ แทนที่จะเน้นไปที่เนื้อเรื่องมากกว่า เพราะจะทำให้ดูไม่จงใจบีบคั้นอารมณ์ของผู้ชมภาพยนตร์มากเกินไป แต่ผมกลับชอบ เนื่องจากทำให้ผมสามารถเข้าถึงจิตใจของตัวละครตัวนั้น เข้าใจว่าถ้าเกิดสถานการณ์อย่างนี้ขึ้น บางครั้งเราอาจจะทำก็เป็นได้ หรืออย่างน้อยเราก็เคยพบเห็นผู้คนที่มีการกระทำลักษณะเดียวกันกับ Bess และไม่คิดว่า Emily เธอแสดงแบบ overacting แม้สุดท้าย Bess อาจเป็นทั้งคนบาป หรือ อาจเป็นคนที่พระเจ้ายอมรับ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ศรัทธาต่อพระเจ้า และอานุภาพแห่งความรักของเธอ มิอาจมีคลื่นลูกใดสกัดกั้นความตั้งใจเหล่านี้ได้ เธอเป็นผู้เสียสละโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เธอย่อมได้รับความสุขจากการให้ และมอบความสุขให้กับผู้รับในภายหลัง และนี่หรืออาจเรียกว่า “อานุภาพแห่งความรัก” สำหรับเธอ… พรรณาความรัก กับ All About Loveเขียนครั้งแรกที่ bloggang.com บางครั้งคนเรา มักไม่กล้าที่จะบอกความในใจของตนเองให้ใครรับรู้ ลายเส้นที่ลากจากปลายพู่กัน ผสมกับสีสันที่ละเลงลงบนแผ่นกระดาษ อาจสื่อข้อความ ความรู้สึกจากใจไปสู่หลายๆ คน และโอกาสของคำว่า รัก อาจก่อเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อีกครั้ง บางครั้งคนเราอยากจะลืมใครสักคน ก็พยายามหาใครสักคน มาเป็นตัวแทนเพื่อให้ลืมเขา บางครั้งมันก็ไม่สามารถลบความรู้สึกตรงนั้นไปได้ บางครา ใครสักคน ก็อาจเข้ามาแทนที่ในใจเขาคนนั้น ความรัก มักก่อกำเนิดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว กว่าจะรู้ บางครั้งเราก็สูญเสียความรักไปแล้ว คนเรา คงต้องเคยมีสักครั้ง ที่แอบมองเขา และเกิดความรู้สึกรักเขาข้างเดียว เพราะเรามัวแต่ไม่กล้าที่จะพูดมันออกมา ในที่สุดความรักก็หลุดลอยไป คงเหลือไว้เพียงความทรงจำ…. |
|
|||
|
|