^_^ takky님의 프로필Never Ending Stories사진블로그리스트 도구 도움말

takky

지역
관심 분야
11월 19일

The Prestige มายากลซ่อนเงื่อน




ในโลกของ "มายากล" เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ บางครั้งก็ยากเกินที่ผู้ชมจะคาดเดาได้

ว่าสุดท้ายแล้ว รูปแบบของมายากล จะจบในรูปแบบใด
 

The Prestige เป็นการนำเรื่องของนักมายากล 2 คนที่เคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน
และได้มีเหตุการณ์ลึกลับบางอย่างที่ทำให้คนทั้ง 2 ที่เคยเป็นเพื่อนรักกัน กลายเป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

ความคิดเห็น

การกลับมาอีกครั้งของผู้กำกับคนโปรด
Christopher Nolan ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังเลย
เขาได้หยิบนำประเด็นของ "มายากล" มาสร้างเป็นหนังอีกเรื่องที่น่าจดจำ

การดำเนินเรื่องภายในหนังเรื่องนี้ แม้จะไม่เยี่ยมยอดเท่า
Memento ที่เล่นกับผู้ชมจนหัวปักหัวปำ
แต่ก็เต็มไปด้วยบทที่ชาญฉลาด สร้างประเด็นความขัดแย้ง หักล้าง เฉือนคมสไตล์เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด
ประกอบกับนักแสดงทั้ง
Cristen Bale และ Hugh Jackman สลัดคราบจาก Superhero
มาเล่นเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีทั้งอารมณ์รัก อารมณ์แค้น 
ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ตลอดทั้งเรื่องได้อย่างครบอถรรถรส 

จุดจบของหนังเรื่องนี้ ยังคงทิ้งท้ายเป็นปริศนาที่น่าสนใจให้ผู้ชมไปนั่งคิดต่อไปอีก Step
(โดยระหว่างชม ไม่ต้องทานพาราเซตามอลเหมือน Memento เอิ๊กกก)

สรุป จาก 5 ดาว ได้ไป 4 ดาว

The Name of Rose ฆาตกรรมปริศนา

เขียนครั้งแรกที่ Bloggang.com

Photobucket - Video and Image Hosting

โลกเรา ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม
ไม่ว่าการเปลี่ยนของมัน จะดีขึ้นหรือเลวลง
อาจมีความเชื่อเจือปนอยู่ในการเปลี่ยนแปลงนั้น

ความเชื่อเป็นสิ่งที่อยู่กับคนเรามาช้านาน
หนึ่งในความเชื่ออย่างหนึ่งที่คนเรายึดติด คงหนีไม่พ้นความเชื่อทางศาสนา

The Name of rose เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเรื่อง Name der rose,Der
ของ Umberto Eco โดยได้ Jean-Jacques Annaud รับหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้
ผู้ที่เคยถ่ายทอดภาพหนังสงครามที่น่าติดตามในเรื่อง Enemy at the gate

เริ่มเรื่องโดยบอกเล่าถึงช่วงชีวิตวัยหนุ่มส่วนหนึ่งของนักบวชนาม แอนโซ เมลต์ (Christian Slater)
ซึ่งต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุฆาตกรรม ณ โบสถ์แห่งหนึ่งทางตอนเหนือของอิตาลีเมื่อปี 1327
โดยเดินทางไปพร้อมกับ วิลเลี่ยมแห่งบาสกรินวิลล์ (Sean Connery) อาจารย์ของเขา
แม้ว่าความตั้งใจแรกนั้นเพียงเพื่อเข้าร่วมประชุมกับผู้แทนองค์พระสันตะปาปา

แต่ด้วยความช่างสังเกตของวิลเลี่ยมเขาพบสิ่งผิดปกติภายในวัด
ผนวกกับคำบอกเล่าแกมขอร้องของเจ้าอาวาสเกี่ยวกับการตายปริศนาของนักบวชรูปหนึ่ง
ดึงให้คนทั้งสองเริ่มสืบหาเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ วัดแห่งนี้

ความคิดเห็น
เป็นธรรมดาของภาพยนตร์แนวสืบสวน ที่เมื่อเริ่มมีปมเกิดขึ้น
ต้องพยายามตามหาเบาะแสเพื่อคลี่คลายปมเหล่านั้นให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น
เบาะแสต่างๆ ภายในเรื่องค่อยๆ คลายออกมาแบบค่อยเป็นค่อยไป
เพื่อให้ผู้ชมได้คิดตามและสนุกสนานไปกับมัน ปมภายในเรื่องช่วงต้นถูกส่งผ่านมายังการชันสูตรศพ
ซึ่งเกือบทุกศพจะมีสิ่งผิดปกติให้เห็น กระดาษแผ่นหนึ่งที่อาจดูไร้ค่าสำหรับบางคนแต่มีความนัยซ่อนอยู่
รวมทั้งสถานที่ต้องห้ามที่ทั้งตัวละครและผู้ชมอยากรู้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ภายในนั้น

เมื่อภาพยนตร์ดำเนินมาถึงช่วงกลางเรื่อง ปมปัญหาภายในเริ่มถูกคลี่คลายลง
รวมทั้งคำเฉลยที่ออกมาค่อนข้างสมเหตุสมผล แต่ยังคงทิ้งปมไว้อีกเช่นเคยว่า
ทำไมถึงต้องทำแบบนี้และใครที่เป็นคนทำเรื่องเหล่านี้ขึ้น
แต่ก่อนที่จะเริ่มดำเนินไปถึงช่วงจบ หนังเริ่มพุ่งประเด็นไปยังความเชื่อและความคิดที่แตกต่างกันของนักบวช 2 กลุ่ม
อันได้แก่นักบวชฟรานซิสกัน(กลุ่มของ William) และนักบวชเบเนดิกทีน (กลุ่มของพระในวัด รวมถึงตัวแทนขององค์พระสันตะปาปา)
ที่ว่าด้วยเรื่องฐานะของพระคริสต์ และความขัดแย้งระหว่างบุคคลของวิลเลี่ยม และเบอร์นันโด กวี (F. Murray Abraham)

ทั้งหนังยังจำลองให้เห็นเหตุการณ์ในสมัยศตวรรษที่ 13-14
ซึ่งช่วงเวลาสมัยนั้นผู้ที่เป็นใหญ่ในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
เป็นผู้ที่มีบทบาทในการพิพากษาชีวิตของคนหลายๆ กลุ่มว่าเป็นพวกนอกรีดหรือไม่
ทั้งการกล่าวหาว่าหญิงส่วนใหญ่ที่นอกรีดนั้นเป็นแม่มด รวมไปถึงภาพการทำทารุณกรรม
การประหารที่โหดร้ายกับพวกนอกรีด ซึ่งเป็นจุดชี้ชัดให้เห็นอย่างหนึ่งว่านักบวชในบางครั้งก็อาจเป็นซาตานได้ในเวลาเดียวกัน
เมื่อมาถึงช่วงจบ จึงไม่แปลกใจ ที่ปมปัญหาสุดท้ายถูกเชื่อมโยงไปยังประเด็นของความเชื่อที่แตกต่างกัน …

จะว่าไปแล้ว The Name of rose เป็นหนังที่ค่อนข้างมีชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง
การนำเสนอปมๆ ปัญหาต่างๆ ให้ผู้ชมได้ขบคิดตามๆกัน เพียงแต่บางปมปัญหาบางอย่างนั้นอาจเฉลยเร็วไปบ้างในบางครั้ง
และเป็นที่น่าเสียดายว่าสิ่งของชิ้นหนึ่งที่เป็นจุดเชื่อมโยงไปยังปมสุดท้ายนั่นคือความเชื่อ
ถูกเฉลยออกมารวดเร็วเกินไปและยังเป็นการบอกใบ้ถึงสาเหตุการตายของตัวละครแต่ละตัวภายในเรื่องอีกด้วย
แต่สิ่งหนึ่งที่หนังสามารถเฉลยได้อย่างถูกจังหวะ คงเหลืออยู่ที่ใครเป็นคนทำและเขาทำด้วยสาเหตุอันใด
ซึ่งคำเฉลยนี้ที่เกิดขึ้นภายในหนังค่อนข้างสมเหตุผลในยุคสมัยนั้น …

ปมปัญหาภายในใจของตัวละครต่างๆ ภายในเรื่อง ถูกหยิบยกขึ้นมาในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างมาก
และถูกผนวกไว้ที่ความเชื่อทางศาสนา ทำให้บางครั้งการดูหนังเรื่องนี้สะท้อนภาพบางส่วนของสังคมออกมาได้บ้าง
อาทิเช่น ปมปัญหาภายในใจที่มีแต่คำถามเรื่องความรักที่แท้จริงของแอนโซ
หรือปมปัญหาภายในใจที่ต้องเลือกจะกระทำตามความคิดแต่ถูกยับยั้งด้วยความเชื่อทางศาสนา
และความหวาดกลัวจากชีวิตในอดีตของวิลเลี่ยม
โดยท้ายสุดแล้วตัวละครแต่ละตัวก็เลือกตัดสินใจที่จะอยู่ระหว่างกลางของความคิดตนและความเชื่อทางศาสนา
จึงทำให้หนังเรื่องนี้คาแรคเตอร์ของตัวละครหลักที่ทำหน้าที่ดำเนินเรื่อง มีความลุ่มลึกและน่าสนใจอยู่มิใช่น้อย …

มาถึงตรงนี้ชื่อ The Name of rose ดูเหมือนจะไม่ได้สื่อถึงประเด็นหลักๆ ของหนังเรื่องนี้เลย
แต่จริงๆ แล้วเป็นประเด็นรวมที่แอบแฝงอยู่กับหนังเรื่องนี้เป็นระยะๆ rose ในความหมายของหนังเรื่องนี้
มิใช่อยู่ที่กุหลาบ แต่เป็นการตีความหมายถึงหญิงที่แอนโซมีความเกี่ยวข้อง
หญิงคนแรกเป็นหญิงที่ทำให้แอนโซได้รู้จักกับคำว่ารักในทางโลก
หญิงคนที่สองเป็นหญิงที่แอนโซรักและศรัทธาในตัวเธอเป็นอย่างมาก
ซึ่งหมายถึงพระแม่มารีผู้ให้กำเนิดพระคริสต์ และเป็นหญิงที่บริสุทธิ์
ทั้งยังมีความหมายต่อแอนโซในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นอย่างมาก

แม้ว่า The Name of rose อาจเป็นภาพยนตร์แนวสืบสวนที่ไม่ถึงการยอดเยี่ยมมากนัก
รวมไปถึงฉากเร่าร้อนที่อาจไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในวัยเรียน
แต่ความน่าติดตามของหนังยังคงดำเนินไปได้จนถึงช่วงจบ ที่สำคัญยังมีการสอดแทรกแนวปรัชญา
ความเชื่อต่างๆ ทางศาสนามาให้คนดูได้คบคิดเล่น
และการแสดงที่เป็นการย้อนรำลึกให้ถึง Sean Conery แบบ Jame Bond แต่อยู่ในคราบของนักบวช
จึงน่าจะเหมาะสมสำหรับคอหนังแนวสืบสวนผสานกับแนวปรัชญาอยู่มิใช่น้อย แม้กระทั่งบรรดาแฟนหนังสือการ์ตูนโคนัน ยอดนักสืบและคินดะอิจิ

ความเชื่ออาจเปลี่ยนแปลงโลก และโลกก็อาจทำให้เปลี่ยนแปลงความเชื่อได้ในเวลาเดียวกัน

“การหัวเราะเป็นสิ่งที่โง่เขลา” อาจเป็นหนึ่งในความเชื่อที่ทำให้โลกของเราเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้...

Breaking The Waves อาณุภาพแห่งความรัก


เขียนครั้งแรกที่ bloggang.com

Photobucket - Video and Image Hosting

บางครั้งความรักอาจหมายถึงความสุข
บางครั้งความรักนำมาซึ่งความทุกข์
บางครั้งความรักเป็นการเสียสละให้อีกฝ่ายหนึ่งได้พบแต่ความสุข
บางครั้งความรักสื่อถึงความบาปในจิตใจของมนุษย์เช่นเดียวกัน….

Bess หญิงสาวไร้เดียงสา เธอเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในอานุภาพแห่งรัก และศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า
เธอเชื่อเสมอว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเธอ
Bess ได้พบรักและจบลงด้วยการใช้ชีวิตคู่กับ Jan ชายหนุ่มผู้ทำงานขุดเจาะบ่อน้ำมัน
ชีวิตของทั้งคู่เริ่มต้นด้วยความสุข แต่ความสุขมักอยู่คู่กับมนุษย์เราได้ไม่นาน

ที่สุด Jan ต้องกลับไปทำงานที่บ่อน้ำมัน ทิ้ง Bess ไว้แต่เพียงผู้เดียว..
Bess ภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอ ที่จะให้ Jan กลับมา เติมเต็มความรักระหว่างกันและกัน ...

พระผู้เป็นเจ้าอาจเห็นใจในคำขอร้องของมนุษย์
แต่พระองค์ท่านย่อมให้บททดสอบมาให้แก่มนุษย์อยู่เสมอ

Bess ได้รับบททดสอบที่ยิ่งใหญ่เข้ามาในชีวิตเฉกเช่นเดียวกัน
เธอยอมสละทุกอย่างเพื่อความรักที่มีต่อ Jan

ความคิดเห็น
Breaking The Waves เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรักหลากหลายรสชาติ
เจือปนเข้ากับความเชื่อในโชคชะตาที่พระเจ้าเป็นผู้ประทานมาให้ออกมาได้อย่างน่าสนใจ
ลำดับเรื่องราวภายในภาพยนตร์ เปรียบเหมือนการนั่งอ่านหนังสือจากบทแรก
อ่านไปเรื่อยๆ จนถึงบทสุดท้าย พร้อมกับแทรกรูปภาพและเพลงประกอบภาพยนตร์
ที่ทำให้เข้าใจและพอจะคาดเดาเนื้อหาภายในแต่ละบทได้ไม่ยากนัก
โดยเหตุการณ์ต่างๆ ถูกกำหนดไว้ในช่วงต้นปี 1970 ทางตอนเหนือของประเทศสก็อตแลนด์

สภาพสังคมภายในเรื่องนั้น น่าจะมาแนวความคิดจากช่วงชีวิตวัยเด็กของ Lars Von Trier
ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสังคมที่ทุกคนไม่นิยมชมชอบผู้ที่แสดงอารมณ์ออกมาอย่างเด่นชัด
และไม่มีใครเชื่อเรื่องโชคชะตาของพระเจ้าสักเท่าไหร่
ดังนั้นสิ่งที่ Bess ทำนั้นย่อมต้องผิดไปจากสังคมที่เธอเป็นอยู่นั้นเอง

จิตใต้สำนึก (Subconscious) ของเรานั้นบางครั้งอาจทำให้เกิดความรู้สึก (Feeling)
และมโนภาพ (Imagination) ได้
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการตอกย้ำแนวความคิดนี้
สังเกตได้ว่าเมื่อ Bess ภาวนา ศรัทธาต่อพระเจ้านั้น เธอเกิดความรู้สึกและมโนภาพ
จนกลายเป็นการติดต่อระหว่างเธอกับพระเจ้าด้วยตัวของเธอเองอยู่เสมอ
ซึ่งได้นำไปสู่ประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง

“จำเป็นหรือไม่ ศรัทธาในตัวพระเจ้า (Believe in God) ต้องเริ่มต้นและลงท้ายที่โบสถ์”
คำถามนี้เหมือนเป็นปัญหาตอบค่อนข้างยาก มีความละเอียดอ่อนสูง
สิ่งที่หนังสื่อออกมานั้นพยายามชี้ให้เห็นว่า Bess นั้นไม่ได้รับการยอมรับจากเหล่าสาธุคุณ
และโบสถ์ไม่ได้ต้องการต้อนรับเธอ ดั่งจะเห็นว่าระฆังที่เปรียบเสมือนสัญญาณการเริ่มต้น
การสิ้นสุดของมนุษย์ที่ศรัทธาในพระเจ้าไม่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้เลย
หรือแม้กระทั่งเธอตั้งใจจะเป็นชำระบาปภายในโบสถ์
หลังจากเธอยอมเสียสละบางสิ่งบางอย่างให้กับผู้อื่นเพื่อคนที่เธอรัก
แต่เธอก็ไม่ได้มีสิทธิ์เข้าไปในโบสถ์นั้น เพราะเป็นสิ่งไม่สมควร
แต่หนังได้บอกเล่าเรื่องราวไว้ว่า

ถึงแม้เธอไม่ได้เริ่มต้นและลงท้ายลงที่โบสถ์แต่ความศรัทธาที่เธอมีต่อพระเจ้านั้น
ท้ายที่สุดแล้วพระเจ้านั้นยอมรับในตัวเธอ
ส่วนผู้คนที่เคร่งครัดนั้นจริงแล้วเขาเหล่านั้น ศรัทธาในพระเจ้าจริงหรือ และพระเจ้ายอมรับพวกเขาจริงหรือ ?
นี่เป็นคำถามที่ผมได้กลับมาอีกข้อหนึ่งหลังจากทราบสิ่งที่หนังต้องการสื่อออกมา...

เรื่องอานุภาพของความรัก (Power of Love) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ได้สื่อออกมา
ความรักภายในเรื่องนั้นถูกกล่าวถึงในแง่มุมของความเสียสละที่ Bess มีให้กับ Jan ซึ่งเป็นสามีของเธอ
วิธีการต่างๆ ที่เธอทำนั้น ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าเธอทำไปด้วยใจที่บริสุทธิ์
แม้เธอจะทนทุกข์อย่างไร เธอก็ยอมเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งพบแต่ความสุข
และความรักในครั้งนี้ของเธอก็ทำให้ Jan ได้พบกับความสุข และเธอก็ได้พบกับความสุขเช่นเดียวกัน

แนวคิดที่ทำให้เกิดเรื่องราวมุมมองความรักและความศรัทธาภายในเรื่อง Breaking The Waves
มาจากหนังสือนิยายเดนมาร์กเล่มหนึ่งชื่อว่า Golden Heart ที่ Von Trier ชอบอ่านมากในสมัยยังเป็นเด็กอยู่
เรื่องราวภายในเล่มกล่าวถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอสวมเสื้อผ้า พร้อมกับหยิบเอาขนมปังเพื่อเดินทางเข้าไปในป่า
หลังจากออกมาจากป่า เธอกลับไม่เหลืออะไรเลย มีแต่ร่างเปลือยเปล่าเท่านั้น
ซึ่งเธอกล่าวว่า “I’ll be fine anyway” ซึ่งก็เหมือนกับ Bess เธอยอมสละทุกอย่างเพื่อให้คนรักพบแต่ความสงบสุข

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เนื้อเรื่องอาจถูกตีความได้หลากหลายรูปแบบ
แต่หนังเรื่องนี้เหมือนเป็นการจงใจให้ผู้ชมภาพยนตร์มีอารมณ์ที่บีบคั้นร่วมไปกับชะตากรรมของ Bess เป็นอย่างมาก
ซึ่งในรูปแบบนี้ผู้ชมบางกลุ่มอาจรับไม่ได้และไม่เห็นด้วยที่ Von Trier เลือกใช้วิธีการดังกล่าว
เพราะมันดู Fake เกินไป และการที่ได้ Emily Watson เข้ามาแสดงนั้นทำให้บทของ Bess ดูน่าสงสารมากยิ่งขึ้น
แลดูแล้วอาจเป็นการแสดงแบบ overacting มากกว่าดูเป็นการแสดงที่เป็นธรรมชาติ
แทนที่จะเน้นไปที่เนื้อเรื่องมากกว่า เพราะจะทำให้ดูไม่จงใจบีบคั้นอารมณ์ของผู้ชมภาพยนตร์มากเกินไป
แต่ผมกลับชอบ เนื่องจากทำให้ผมสามารถเข้าถึงจิตใจของตัวละครตัวนั้น
เข้าใจว่าถ้าเกิดสถานการณ์อย่างนี้ขึ้น บางครั้งเราอาจจะทำก็เป็นได้
หรืออย่างน้อยเราก็เคยพบเห็นผู้คนที่มีการกระทำลักษณะเดียวกันกับ Bess และไม่คิดว่า Emily เธอแสดงแบบ overacting

แม้สุดท้าย Bess อาจเป็นทั้งคนบาป หรือ อาจเป็นคนที่พระเจ้ายอมรับ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ศรัทธาต่อพระเจ้า และอานุภาพแห่งความรักของเธอ มิอาจมีคลื่นลูกใดสกัดกั้นความตั้งใจเหล่านี้ได้

เธอเป็นผู้เสียสละโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เธอย่อมได้รับความสุขจากการให้
และมอบความสุขให้กับผู้รับในภายหลัง และนี่หรืออาจเรียกว่า “อานุภาพแห่งความรัก” สำหรับเธอ…

พรรณาความรัก กับ All About Love


เขียนครั้งแรกที่ bloggang.com

Photobucket - Video and Image Hosting Photobucket - Video and Image Hosting


บางครั้งคนเรา มักไม่กล้าที่จะบอกความในใจของตนเองให้ใครรับรู้
ลายเส้นที่ลากจากปลายพู่กัน ผสมกับสีสันที่ละเลงลงบนแผ่นกระดาษ
อาจสื่อข้อความ ความรู้สึกจากใจไปสู่หลายๆ คน
และโอกาสของคำว่า รัก อาจก่อเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อีกครั้ง

Photobucket - Video and Image Hosting Photobucket - Video and Image Hosting

บางครั้งคนเราอยากจะลืมใครสักคน
ก็พยายามหาใครสักคน มาเป็นตัวแทนเพื่อให้ลืมเขา
บางครั้งมันก็ไม่สามารถลบความรู้สึกตรงนั้นไปได้
บางครา ใครสักคน ก็อาจเข้ามาแทนที่ในใจเขาคนนั้น

Photobucket - Video and Image Hosting Photobucket - Video and Image Hosting

ความรัก มักก่อกำเนิดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว
กว่าจะรู้ บางครั้งเราก็สูญเสียความรักไปแล้ว
คนเรา คงต้องเคยมีสักครั้ง ที่แอบมองเขา และเกิดความรู้สึกรักเขาข้างเดียว
เพราะเรามัวแต่ไม่กล้าที่จะพูดมันออกมา
ในที่สุดความรักก็หลุดลอยไป คงเหลือไว้เพียงความทรงจำ….
 
사진 앨범이 없습니다.